วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
แสงเวลาใหนเหมาะกับการถ่ายภาพอะไร
สำหรับในบทความนี้อยู่กับเรื่องของแสง เรามาดูเรื่องแสงในช่วงเวลาต่างๆ กับการถ่ายภาพให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ
หากเพื่อนๆ สังเกตุ ภาพถ่ายที่สวยๆ ตามเว็บทั่วไปหรือในหนังสือนิตยสารต่างๆ ก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วมักจะถ่ายกันอยู่ไม่กี่ช่วงเวลา ก็จะมีตอนกลางคืน ตอนเช้าตรู่ หรือว่าตอนพลบค่ำ ก่อนหรือหลังพระอาทิตย์ตก ซึ่ง แสง นี่แหละเป็นเหตุผลที่เหล่าช่างภาพมือโปรทั้งหลายให้ความสำคัญ
เนื่องจากในช่วงเวลาดังที่กล่าวนั้น แสงจากดวงอาทิตย์ไม่แรงมากนัก เป็นผลทำให้ท้องฟ้ามีสีสันสวยงาม หรือแปลกตา กว่าช่างเวลาอื่นๆ สำหรับการถ่ายภาพตอนกลางคืนเราก็จะได้ภาพอีกอารมณ์หนึ่ง ซึ่งก็เป็นผลมาจากแสงเช่นเดียวกัน โดยจะได้แสงสีของอาคาร ถนน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ดูแปลกตาไป ไม่ว่าจะเป็น สะพาน หรือสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ หรือแม้แต่ถนน เพราะฉน้้นแล้ว ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ภาพที่สวย มีสีสัน น่าสนใจ ก็ควรเลือกช่วงเวลาดังกล่าวในการถ่ายภาพจะดีที่สุด
1. เช้าตรู่และตอนเย็น ช่วงเวลาดังกล่าวนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาทองสำหรับเหล่าบรรดามือกล้องเลยก็ว่าได้ เป็นช่วงเวลาหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น ประมาณ 4-6 โมง และก่อนพระอาทิตย์ตก ประมาณ 4-6 โมง ช่วงเวลานี้แสงแดดจะค่อนข้างอ่อน มีแสงสีทอง และมีทิศทางที่เฉียงเข้ามายังพื้นโลก ซึ่งถ้าเราถ่ายภาพในช่วงเวลานี้จะได้ภาพที่มีความนุ่มนวล ดูมีมิติ มองดูสบายตา สภาพอากาศก็กำลังดีไม่ร้อนจนเกินไป นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายคน บุคคลทั่วไป และภาพวิวทิวทัศน์
2. ช่วงเวลาย่ำรุ่งและย่ำค่ำ ช่วงเวลานี้ก็นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาทองอีกช่วงเวลาหนึ่ง คือเป็นช่วงก่อนพระอาทิตย์และพระอาทิตย์ตก สำหรับช่าวเวลานี้เราจะได้สีสันของท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยน เป็นสีต่างๆ และที่สำคัญคือช่วงเวลาย่ำค่ำหรือย่ำรุ่งนี้ ทำให้เราสามารถถ่ายรูปพระอาทิตย์แบบเต็มๆ ดวงได้ และได้สีสันที่สวยงาม
ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มักนิยมถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสง เพื่อให้เกิดภาพเงาดำ ของวัตถุหรือบุคคล ซึ่งจะได้ภาพที่ดูแปลกตาและลึกลับ น่าค้นหา…
Tips: เนื่องจากในช่างเวลาย่ำรุ่งและย่ำค่ำดังกล่าวจะมีแสงน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นอาจจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วย หรือ เพิ่มค่า ISO ให้สูงพอที่จะถือกล้องให้นิ่งตอนถ่ายได้ อันนี้สำคัญมาก
3. ช่วงฟ้าครึ้ม ฝนตก ช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาทองอีกช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังฝนตก เป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าขมุกขมัว ไม่สดใส มือกล้องหลายๆ ท่านอาจไม่ค่อยชอบช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทว่า จริงๆ แล้วช่วงเวลาดังกล่าวแสงจะมีความนุ่มนวลสูง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ ส่วนช่วงเวลาหลังฝนตก เป็นช่วงช่วงที่ต้นไม่ใบหญ้าได้รับน้ำจากฝน ทำให้ดูมีความสดชื่นมีชีวิตชีวา สีสันมีความอิ่มตัวสูง เหมามากสำหรับการถ่ายภาพดอกไม้ ต้นไม้ และภาพวิวทิวทัศน์
4. แสงที่ส่องผ่านหน้าต่าง (Window light) สำหรับแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างนี้ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยเฉพาะช่วงเวลาสายๆ ไปจนถึงบ่ายๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับการถ่ายนอกอาคารแล้ว เพราะว่า ทั้งร้อนและแสงแดดแรงด้วย ดังนั้นแนะนำให้ท่านมองหาอาคารที่มีหน้าต่าง ยิ่งบานใหญ่ยิ่งดี เพราะจะได้แสงที่มีความนุ่มนวลมากขึ้น ส่วนอุปกรณ์เสริมที่ขาดไม่ได้เลยคือ แผ่นสะท้อนหรือรีเฟล็กซ์ ช่วยในการปิดเงาในด้านตรงข้าม และถ้าหากแสงยังแรงเกินไป แนะนำให้หาผ้าม่านบางๆ มาบังเพื่อลดความแรงของแสงลง
5. แสงแรงๆ แดดจัดๆ ตอนช่วงเที่ยงวัน ช่วงเวลานี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพบุคคล ถ้าเลี่ยงได้ให้เลี่ยงเลย เพราะว่าแสงในช่วงเวลานี้ทั้งร้อนทั้งแรง และยังมีทิศทางที่ตั้งฉากกับหัวเราเป็นผลทำให้ เกิดเงาตรงบริเวณไต้ตา จมูกและปาก อีกทั้งยังทำให้นายแบบ นางแบบ เหงื่อออก และหน้ามันด้วย
อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าวก็เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องใช้สปีดชัตเตอร์สูงๆ เพราะแสงแรงๆ อย่างนี้ทำให้เราใช้สปีดชัตเตอร์สูงในการจับภาพเคลื่อนไหวได้อย่างไม่มีปัญหา เช่น การถ่ายภาพกีฬา การแข่งขันหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการเคลื่อนไหว เป็นต้น
ขอบคุณความรู้ดีดีจาก camerastips.com
การปรับค่ากล้อง
เมื่อก่อนตอนที่ผมเพิ่งได้กล้องมาใหม่ๆ ด้วยความที่ไม่เคยเรียนและไม่มีใครสอน โหมดที่ง่ายที่สุดสำหรับผมคือโหมด Auto และพวกฟังก์ชันต่างๆที่อยู่ต่ำกว่าโหมดออโต้ จะถ่ายคน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายภาพกีฬา หรือถ่ายวิว ฟังก์ชันสำเร็จรูปที่กล้องมีมาให้สามารถช่วยผมให้รอดพ้นจากสถานการณ์ยุ่งยากมาได้หลายครั้ง(เคยไหมครับ ที่ตอนซื้อกล้องมาใหม่ๆแล้วมีคนขอให้ถ่ายรูปให้ พวกเค้าคาดหวังว่าคนที่ถือกล้อง DSLR ทุกคนต้องถ่ายภาพเป็น ซึ่งมันก็ไม่เสมอไป^^)
แต่พอเริ่มถ่ายไปได้ซักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าจะใช้แค่ฟังก์ชันง่ายๆพวกนี้ แล้วจะซื้อ DSLR มาทำไม ในเมื่อโหมดที่มีสัญลักษณ์เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษที่อยู่เหนือกรอบสี่เหลี่ยมเขียวๆ (โหมด Auto) นั้น ผมไม่เคยหมุนไปใช้มันเลย หลังจากนั้นผมจึงเริ่มศึกษาการควบคุมกล้องถ่ายรูป ว่ามีค่าอะไรบ้างที่เราต้องใส่ใจ แล้วต้องทำยังไงถึงจะควบคุมมันได้ วันนี้ผมจะมาแบ่งปันประสบการณ์เท่าที่ผมพอจะมีให้ผู้อ่านทุกท่านครับ
ค่าต่างๆที่เราต้องตั้งเวลาถ่ายรูปมีดังนี้ครับ
1. ค่ารูรับแสง (Aperture) : ค่ารูรับแสงเป็นค่าที่สำคัญในการกำหนดความชัดลึกชัดตื้นของภาพ และจากประสบการณ์ของผมมันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความเบลอด้วย ทำไมเหรอครับ เพราะเลนส์ส่วนใหญ่จะให้ภาพที่ชัดที่สุดในช่วงรูรับแสง f/9 - f/16 รูรับแสงแคบขนาดนี้ต้องการปริมาณแสงมากพอสมควรเพื่อให้ได้ค่าความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วพอที่เราจะถือถ่ายได้โดยที่ภาพออกมาไม่เบลอ นี่เป็นเหตุผลที่ช่างภาพส่วนใหญ่เลือกไว้ใจขาตั้งกล้องมากกว่ามือของตัวเองครับ
การควบคุม : วิธีการง่ายๆในการควบคุมรูรับแสงคือให้หมุนไปโหมด A หรือ Av ครับ เราเลือกรูรับแสง กล้องเลือกความเร็วชัตเตอร์
2. ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter speed) : ถัดจากรูรับแสงก็หนีไม่พ้นความเร็วชัตเตอร์ครับ สองค่านี้มีความสัมพันธ์แนบชิดกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าถ้าเปลี่ยนค่าหนึ่งแล้วไม่สนใจอีกค่าหนึ่ง ภาพของเราจะมีปัญหาแน่นอน ^^ การกำหนดค่าความเร็วชัตเตอร์นั้นขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของภาพที่เราต้องการถ่ายโดยรายละเอียดในส่วนนี้ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังในบทความต่อๆไปครับ
การควบคุม : หมุุนไปโหมด S หรือ Tv โหมดนี้เรากำหนดความเร็วชัตเตอร์ กล้องกำหนดรูรับแสง ครึ่งๆ : )
3. ISO (International Standard Organization) คำเต็มยาวมาก ช่างมัน... ISO สำหรับผมเป็นค่าที่สำคัญในการควบคุม noise ของภาพ ISO มาก noise ก็มากครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ให้พยายามเลือก ISO ต่ำที่สุดเท่าที่เราจะถ่ายภาพได้ในกรณีที่ถือถ่ายนะ ถ้ามีขาตั้งกล้องก็อีกเรื่องหนึ่ง จัดต่ำสุดๆไปเลยครับ : ))
การควบคุม : ถ้าใครยังไม่เคยเห็นปุ่มนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับ บางคนเห็นแล้วแต่ไม่สนใจ ลองมองหาดูครับ มันอยู่บนกล้องนั่นแหละ มันเขียนว่า ISO
4. White balance : มือใหม่ส่วนใหญ่จะใช้ White balance เป็นออโต้ มันก็ดีในสภาพแสงปกติ แต่ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้นเราเลือกเองดีกว่าครับ มันก็ไม่เชิงเลือกเองทั้งหมดหรอก เพราะกล้องได้กำหนด WB มาให้เราแล้วว่าอันไหนเหมาะกับสภาพแสงเวลาไหน หน้าที่เราคือเลือกให้มันใกล้เคียง แล้วค่อยไปปรับแก้อีกทีในโปรแกรม ^^
การควบคุม : มันก็มีปุ่มอยู่เหมือนเดิม ลองหาดูครับ ของผมมันเขียนว่า WB
5. Focus mode : อันนี้หลายๆคนอาจไม่ค่อยได้สนใจ แต่ผมว่ามันก็เป็นค่าที่สำคัญเช่นกัน ขึ้นกับแบบของเราว่าเป็นยังไง อยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหว ของผมมีสามตัวเลือกครับ
1. One Shot กดโฟกัสแล้วล็อคเลย ไม่เปลี่ยนใจ ไม่ว่าเราจะมองไปที่ใดก็ตาม
2. AI Servo โฟกัสจะเปลี่ยนตามแบบตลอดเวลา คือพอเราหมุนกล้องไปตัวแบบอื่นมันก็จะโฟกัสใหม่ให้ครับ
3. AI Focus รวมทั้งสองอย่างคือ ถ้าตัวแบบอยู่นิ่งก็จะทำงานเป็น one short แต่ถ้าตัวแบบเคลื่อนไหวก็จะเปลี่ยนเป็น AI servo ให้ทันที่ครับ
การควบคุม : ของผมเขียนว่า AF ครับ ;b
6. จุดโฟกัส : การกำหนดจุดโฟกัสเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ผมเคยถ่ายภาพแล้วออกมามันไม่ชัดตรงที่ๆเราอยากให้มันชัดซักที ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามือมันเผลอไปโดนปุ่มเลือกจุดโฟกัส แล้วมันเปลี่ยนจุดโฟกัสไปตรงอื่น แหม่... ถ้าเป็นภาพทั่วไปก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ถ้าเป็นภาพสำคัญๆ นึกแล้วน่าเสียดาย ToT
การควบคุม : มันอยู่บนกล้องของคุณอีกเช่นเคยลองหาดูครับ ^^
7. Drive Mode : ไม่รู้ภาษาไทยเค้าแปลว่าอะไร ขอภาษาปะกิดแล้วกันครับ โหมดนี้เอาไว้เลือกว่าอยากให้กล้องทำงานแบบไหน ยิงช็อตเดียวแบบ m79 หรือรัวเป็น m16 หรือจะหน่วงเวลาถ่ายภาพก็ได้ทั้งนั้น ลองหาดูมันมีประโยชน์มากๆ นากๆ ถ้าใช้เป็นครับ
การควบคุม : อยู่บนกล้องครับ หาดูถ้าไม่เจอถามกูเกิ้ลได้ครับ : ))
ครับ 7 ค่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องใส่ใจเวลาถ่ายภาพ เพื่อให้ภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด อาจจะดูเยอะ แต่พอชินแล้วไม่ยากครับ ปึ๊บปั๊บๆ เสร็จ อยากหนึ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือให้พยายามตั้งค่าต่างๆด้วยตัวเองให้มากที่สุดครับ อย่าไปคิดว่าถ่ายๆไปเถอะ Photoshop ช่วยได้ แบบนั้นมันไม่โปรครับ : ) แล้วภาพที่ได้ผมรู้สึกว่ามันไม่น่าภูมิใจด้วย ถ้าเราพิถีพิถันในการกำหนดค่า ผมว่ามันก็เหมือนกับจิตรกรพิถีพิถันในการลงสีครับ มันจะขยับจากภาพถ่ายธรรมดามาเป็นงานศิลปะ แล้วเราจะรู้สึกมีความสุข และภูมิใจกับภาพถ่ายที่เราละเมียดละไมถ่ายออกมาครับ แหม่... ขนลุกเลย ฮ่าๆ สำหรับบทความนี้คงพอแค่นี้ก่อน ในบทความต่อไป ผมจะมาแบ่งปันเทคนิคในการถ่ายภาพ Land Scape ว่าถ้าเราอยากถ่ายภาพวิว เราจะเริ่มต้นยังไง ใช้โหมดไหน และตั้งค่าต่างๆยังไง ไว้ติดตามอ่านกันนะคร้าบ ^^
ขอบคุณความรู้ดีดีจาก thailandphotocontest
มาทำความเข้าใจเรื่องสี กันเถอะ
Saturation และ Value ก่อนนะครับ
- อย่าใช้มากเกินไปใช้แค่พอเหมาะ
- ใช้เพื่อนำสายตาของคนดู
- ใช้เล่าเรื่อง
- ใช้เพื่อสร้างอารมณ์ของภาพ
คราวนี้มาดูวงจรสีกันบ้าง
นี่คือ 6 รูปแบบที่ทำให้ภาพคุณน่าสนใจ
1) ใช้สีๆเดียวทั้งภาพ (Monochromatic)
รูปแบบนี้จะง่ายสุดเพราะไม่ต้องจำ มันช่วยเน้นเรื่องราวบรรยากาศที่น่าทึ่ง
Hermann David S. Corrodi – The ambush (from ArtRenewal.org)
Courtesy of David Munoz Velazquez and Fran Camos
2) Analogous หรือสีที่อยู่ติดกันของวงล้อสี
เห็นได้บ่อยในฉากธรรมชาติ มันทำให้ภาพดูสบายตา สงบเย็น นุ่มนวล เรียบง่าย ดูตัวอย่างด้านล่าง
Created by Giovanni Boldini – Portrait of madame E L Doyen (from ArtRenewal.org)
Courtesy of Carlos Ortega Elizalde
Albert Bierstadt – Among the bernese alps (From ArtRenewal.org)
3) Triadic หรือสี ที่มีระยะห่างเท่าๆกันบนวงล้อ เลือกมาสามสี
รูปแบบนี้ทำยากมาก เพราะถ้าใช้ในปริมาณเท่ากันมันทำให้ดูสบสนมาก แต่มันก็ใช้ได้ดีในรูปแบบการ์ตูน เพราะสีแบบนี้จะทำให้การ์ตูนดูน่ารัก และใช้ได้ดีกับภาพที่เหนือความเป็นจริง (surreal)
Carl Heinrich Bloch – Casting out the money changers (from ArtRenewal.org)
Courtesy of Ehsan Hassani Moghaddam
4) Complimentary (คู่สีตรงข้าม)
รูปแบบนี้ถูกใช้กันอย่างมากที่สุด มันดูน่าสนใจโดยธรรมชาติ แต่จุดผิดพลาดคือคนส่วนใหญ่ใช้ในปริมาณเท่ากัน เราควรจะใช้สีใดสีหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ และใช้อีกสีเพื่อดึงให้ความน่าสนใจ
Frank Dicksee- Chivalry (from ArtRenewal.org)
Courtesy of Cornelius Dämmrich
Courtesy of Toni Bratincevic
Courtesy of Jean-Michel Bihorel
Courtesy of Baolong Zhang
คู่สีตรงข้ามมันจะเน้นซึ่งกันและกัน หมายความว่า ถ้าภาพสีเขียวพื้นหลังสีแดง มันยิ่งทำให้ค่า Saturation มีค่ามากขึ้น จงระวังตรงนี้ด้วย
5) Split Complimentary คล้ายกับ complimentary แต่อีกฝั่งจะแตกออกไปด้านข้างดังภาพ
มันมีประโยชน์หากกรณีคุณคิดว่าแค่สองสีมันไม่พอ อยากให้ภาพแลดูมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ภาพจากรูปแบบนี้จะให้อารมณ์สนุกสนาน สดใส
Eugene Bidau – A Peacock and doves in a Garden (from ArtRenewal.org)
Courtesy of Jaroslaw Waskowiak
Courtesy of Daniil Alikov
Courtesy of Carlos Ortega Elizalde
Courtesy of Anthony Guebels
Courtesy of Anders Ehrenborg and Bill Presing
6) Double Complimentary คล้ายกับ split complimentary แต่จะแตกออกไปด้านข้างทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ อาจอยู่ตำหน่งอื่นของภาพก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสีตามรูป
คุณต้องใช้มันอย่างระมัดระวังเพราะถ้าใช้มันเท่าๆกัน จะทำให้ดูสบสนได้ มันจะดีมากถ้าใช้ ฉากหน้า คู่สีหนึ่ง และ ฉากหลัง คู่สีหนึ่ง
Courtesy of Rafael Reis
Courtesy of Sergii Andreichenko
Courtesy of Anders Ehrenborg and Chris Sanders
หวังว่าต่อไปนี้ หากคุณดูภาพของช่างภาพต่างๆ คุณจะรู้เลยว่าเขามีเทคนิคการใช้สีแบบไหนนะครับ 
ขอบคุณความรู้ดีดีจากเว็ป fotofaka
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพ
จุดตัดเก้าช่อง ก่อนนะครับก้อแค่ลากเส้นสองเส้น แนวตั้งและแนวนอนตัดกันที่ระยะเท่าๆ กัน ก็จะได้จุดตัดมา 4 จุด และช่องทั้งหมด "9" ช่องครับ
มองเป็นจุด เราจะได้มา 4 จุด
ให้พยายามถ่ายรูปให้จุดเด่นของเราอยู่ที่จุดตัด 4 จุดครับ ง่ายไหมครับ ^^
เป็นแนวทางเฉยๆ นะครับ ไม่ต้องลงจุดเป๊ะๆ แต่เอาใกล้เคียงก็พอได้...
แล้วแต่ความเหมาะสมของรูปครับ...
มองเป็นจุด เราจะได้มา 4 จุด
ให้พยายามถ่ายรูปให้จุดเด่นของเราอยู่ที่จุดตัด 4 จุดครับ ง่ายไหมครับ ^^
เป็นแนวทางเฉยๆ นะครับ ไม่ต้องลงจุดเป๊ะๆ แต่เอาใกล้เคียงก็พอได้...
แล้วแต่ความเหมาะสมของรูปครับ...
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)































